เขตซวงหลิวมีจุดเด่นอยู่ที่ทรัพยากรศูนย์กลางการบินนานาชาติที่เข้มแข็ง โดยในปี 2568 ท่าอากาศยานนานาชาติเฉิงตู ซวงหลิว มีปริมาณผู้โดยสารหมุนเวียนราว 33.52 ล้านครั้ง และรองรับการขนส่งสินค้าและไปรษณีย์สูงถึง 736,000 ตัน อย่างไรก็ตาม ซวงหลิวไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็น “เศรษฐกิจทางผ่าน” แบบเดิม ๆ แต่มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนปริมาณการสัญจรเหล่านี้ให้กลายเป็นการเติบโตในภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม
เขตซวงหลิวอาศัยจุดแข็งในการเป็นฮับสนามบิน โดยเชื่อมโยงแพลตฟอร์มระดับสูง อย่างเขตสาธิตเศรษฐกิจท่าอากาศยานและเขตคลังสินค้าทัณฑ์บน ทำให้ซวงหลิวสามารถวางระบบโลจิสติกส์และการค้าสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เขตซวงหลิวมียอดการนำเข้าและส่งออกรวมแตะ 7.1572 หมื่นล้านหยวน เพิ่มขึ้น 22.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตอกย้ำศักยภาพที่แข็งแกร่งในการเปิดรับการค้าการลงทุนระดับโลก ขณะเดียวกัน สำหรับบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างไอสเปซ (iSpace) ที่ตัดสินใจเลือกซวงหลิวเป็นฐานปักหมุดขยายธุรกิจในอุตสาหกรรมอวกาศเชิงพาณิชย์ พื้นที่แห่งนี้เป็นมากกว่าศูนย์กลางขนส่งสินค้า แต่คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยงงานวิจัยและพัฒนาระดับสากลกับตลาดทั่วโลก
เพื่อไม่ให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นเพียงแค่ทางผ่าน ซวงหลิวได้เดินหน้ายุทธศาสตร์กลไกคู่ผ่านภาคการผลิตขั้นสูงควบคู่ไปกับนวัตกรรมเทคโนโลยี โดยในกลุ่มอุตสาหกรรมการบิน เขตซวงหลิวเป็นฐานที่ตั้งของบริษัทรายใหญ่ถึง 141 แห่ง ซึ่งสร้างมูลค่าการผลิตรวมทะลุ 1.374 แสนล้านหยวนในปี 2568
ส่วนในกลุ่มอุตสาหกรรมเกิดใหม่ บริษัทด้านการสื่อสารทางแสงอย่างอีออปโตลิงก์ (Eoptolink) ได้รุกปักหมุดในตลาดกำลังการประมวลผล AI เพื่อหนุนการเติบโตของห่วงโซ่อุตสาหกรรมอย่างครบวงจร โดยอีออปโตลิงก์เป็นผู้จัดหาอุปกรณ์รับส่งสัญญาณแสงให้กับยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลกอย่างอินวิเดีย (NVIDIA) และมูลค่าตามราคาตลาดเคยพุ่งสูงเกิน 8 แสนล้านหยวน สะท้อนความสำเร็จอันโดดเด่นของอุตสาหกรรมออปโตอิเล็กทรอนิกส์ในซวงหลิวที่ก้าวสู่เวทีระดับโลก การปรับเปลี่ยนโครงสร้างจากการผลิตแบบดั้งเดิมสู่การผลิตขั้นสูง และจากการรวมกลุ่มอุตสาหกรรมสู่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เข้มแข็ง ส่งผลให้ซวงหลิวสามารถดึงดูดและรองรับอุตสาหกรรมระดับไฮเอนด์จากทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ซวงหลิวยังได้วางกลไกต่อยอดจุดแข็งจากตลาดการค้าทั้งในและต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงกว่า 1 แสนล้านหยวน ให้กลายเป็นการบริโภคภายในพื้นที่ โดยได้เข้ามายกระดับบริการภาคธุรกิจแบบครบวงจรตลอดวงจรชีวิตของผู้ประกอบการ ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาการดำเนินโครงการให้เร็วขึ้นถึง 20%
การปรับเปลี่ยนโครงสร้างของเขตซวงหลิวไม่ได้ยึดติดอยู่เพียงแค่ภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังขยายผลไปสู่การพัฒนาเมืองและคุณภาพชีวิตของประชากรอย่างสอดประสานกัน โดยเขตซวงหลิวทุ่มสร้างเมืองในสวน พร้อมฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมและระบบนิเวศ เพื่อยกระดับความน่าอยู่และคุณภาพชีวิตของชาวเมือง เขตซวงหลิวถูกสื่อหลัก ๆ ยกให้เป็นหนึ่งใน “เขตเมืองที่มีความสุขที่สุด” ในจีนติดต่อกันหลายปี ซึ่งกลายเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดบุคลากรศักยภาพสูงเข้ามาในพื้นที่ ขณะที่ยอดการย้ายเข้าของประชากรที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง คือเครื่องยืนยันถึงเสน่ห์ของเมืองและความสามารถในการรั้งคนให้อยู่ในระยะยาว
ในยุคที่การแข่งขันระหว่างเมืองบนเวทีโลกเปลี่ยนมาเป็นการประชันความพร้อมของระบบนิเวศในมิติต่าง ๆ บทเรียนจากเขตซวงหลิวได้พิสูจน์แล้วว่า เมืองแถบตอนในสามารถปลดล็อกข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ได้ด้วยการต่อยอดจุดแข็งจากการเป็นฮับสนามบิน เพื่อก้าวกระโดดจากเดิมที่เป็นเพียง “ทางผ่าน” ไปสู่การเป็น “ประตูเปิดกว้าง” และเปลี่ยนจากการปล่อยให้สัญจรไหลผ่าน ไปเป็นการสร้างมูลค่าในพื้นที่
เขตซวงหลิวคือภาพสะท้อนความสำเร็จตามยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันตกของจีนในระดับเขตเมือง ประสบการณ์ของซวงหลิวจึงไม่เพียงแต่เป็นตัวอย่างการเติบโตทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคที่มีคุณภาพสูงของจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นโมเดลต้นแบบอันทรงคุณค่าสำหรับเมืองแถบตอนในทั่วโลก ที่หวังเปิดกว้างและผนึกกำลังความร่วมมือเพื่อผลักดันการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน