ความเคลื่อนไหวนี้เป็นผลมาจากความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของมณฑลไห่หนาน ซึ่งได้เร่งสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีทางทะเลอย่างจริงจัง จนกระทั่งสามารถเปิดใช้งานศูนย์ทดสอบทางทะเลแบบบูรณาการแห่งชาติ (ด้านทะเลลึก) ได้สำเร็จ พร้อมทั้งกำลังเร่งพัฒนาเครือข่ายสถานีสังเกตการณ์ทางวิทยาศาสตร์พื้นทะเล เพื่อเป็นรากฐานในการวิจัยและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านพลังงานและอุปกรณ์วิศวกรรมทางทะเล นอกจากนี้ ไห่หนานยังเปิดรับความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์กับนานาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหราชอาณาจักร เยอรมนี แคนาดา หรือสิงคโปร์ เพื่อแบ่งปันข้อมูลและดำเนินโครงการวิจัยร่วมกัน โดยมีเมืองวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอ่าวหยาโจวแห่งซานย่าเป็นศูนย์กลางหลัก ซึ่งปัจจุบันรวบรวมบริษัทเทคโนโลยีทางทะเลไว้มากกว่า 1,400 แห่ง ครอบคลุมการพัฒนาอุปกรณ์สำรวจ ระบบสังเกตการณ์ และความมั่นคงทางพลังงาน ช่วยเชื่อมโยงงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นับตั้งแต่เริ่มจัดงานครั้งแรกเมื่อปี 2566 การประชุมแห่งนี้ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการเทคโนโลยีทะเลลึก โดยมีสถิติผู้เข้าร่วมงานเติบโตขึ้นทุกปี จากเดิมที่มีผู้เข้าร่วมจากเกือบ 20 ประเทศ และสถาบัน 170 แห่งในการจัดงานครั้งแรก ได้ขยายตัวเป็น 25 ประเทศ และมากกว่า 250 สถาบันในการจัดงานครั้งที่ 3 ที่ผ่านมา การประชุมนี้นำไปสู่ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมมากมาย ตั้งแต่การสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจีนกับอียิปต์ การออกประกาศฉันทามติท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน การจัดทำฉันทามติว่าด้วยการผนึกกำลังด้านการวิจัยและการสำรวจห้วงทะเลลึกทั่วโลก ตลอดจนการตั้งพันธมิตรอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ใต้น้ำ และการจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนด้านเทคโนโลยีทะเลลึกเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมใหม่ ๆ