จ้าว เหิงคัง ผู้อำนวยการสำนักกีฬานครเจิ้งโจว เปิดเผยว่า การแข่งขันในครั้งนี้ได้นำองค์ประกอบทางวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่ บทกวี แซ่จีน งิ้วเหอหนาน และกังฟู มาผสมผสานเข้ากับกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดทั้งงาน โดยนครเจิ้งโจวถือเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดอารยธรรมจีนที่มีรากเหง้าสืบทอดกันมา และมีกำแพงเมืองโบราณสมัยราชวงศ์ซางที่มีอายุเก่าแก่ถึง 3,600 ปี ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเป็นประจักษ์พยานทางประวัติศาสตร์
หนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์คือการจัด “ระเบียงบทกวี” ในงานคาร์นิวัลก่อนการแข่งขัน ซึ่งนำบทกวีจีนที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับความมุ่งมั่นและความเพียรพยายามมาจัดแสดง เพื่อสะท้อนถึงจิตวิญญาณของการวิ่งมาราธอนที่ต้องฝ่าฟันความท้าทายไปสู่เส้นชัย กิจกรรมนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้เข้าร่วม ทั้ง ถัง เถา นักวิ่งชาวเจิ้งโจววัย 35 ปี ที่เข้าร่วมแข่งขันเป็นครั้งที่ 6 รวมถึง จง-เมย์ เออร์บอนยา อินฟลูเอนเซอร์ด้านวัฒนธรรมชาวอเมริกันที่มีผู้ติดตามเกือบ 500,000 คน ซึ่งเธอมองว่าบทกวีเหล่านี้ถ่ายทอดคุณสมบัติสำคัญของนักวิ่งมาราธอนได้อย่างยอดเยี่ยม
นอกจากนี้ งานยังสานต่อแนวคิด “มาราธอนแซ่จีน” ที่เริ่มจัดการแข่งขันมาตั้งแต่ปี 2018 เนื่องจากมณฑลเหอหนานเป็นแหล่งกำเนิดของแซ่จีนหลากหลายสกุลและเป็นถิ่นฐานบรรพบุรุษของครอบครัวชาวจีนจำนวนมาก โดยเปิดโอกาสให้นักวิ่งติดสติกเกอร์แม่เหล็กระบุแซ่ตระกูลของตนเองลงบนเหรียญรางวัลได้ ซึ่ง เกอ เซียงอวี่ นักวิ่งที่เข้าเส้นชัยพร้อมธงประจำแซ่ ระบุว่ารูปแบบนี้ทำให้เหรียญรางวัลมีความหมายและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ช่วยให้ชาวจีนได้เชื่อมโยงกับรากเหง้า และเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์จีนไปในคราวเดียวกัน ท่ามกลางงานมาราธอนหลายร้อยรายการทั่วประเทศ การผสานมิติทางวัฒนธรรมนี้ทำให้เจิ้งโจวมาราธอนมีความแตกต่าง โดยผู้จัดมุ่งหวังให้งานนี้มอบประสบการณ์การดื่มด่ำวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมอย่างลึกซึ้งแก่ผู้เข้าร่วมแข่งขันทั้ง 25,000 คน