ความคึกคักภายในงานยังรวมไปถึงบริเวณสาธิตการทำภาพพิมพ์แกะไม้ปีใหม่เถาฮฺวาอู้ โดยมี เฉียว หลานหรง ผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาระดับมณฑล นำผลงานชุดปรองดองเป็นหนึ่งเดียว และภาพพิมพ์มงคลต้อนรับปีมะเมียรูปแบบใหม่มาให้แขกในงาน รวมถึงผู้แทนจากประเทศไทยอย่าง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ทดลองพิมพ์สีด้วยเทคนิคโบราณเพื่อนำกลับไปเป็นที่ระลึก นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงบอนไซสนเจินไป๋โบราณอายุกว่า 200 ปีชื่อ “มังกรหมอบ หงส์เริงร่า” จากสำนักงานบริหารสวนจัวเจิ้ง เพื่อส่งต่อปรัชญาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ ขณะที่ในภาคการศึกษา เฉน เหวิน ผู้สืบทอดการทอผ้าไหมเค่อซือ ได้เผยถึงการสืบสานศิลปะนี้สู่อนาคตผ่านการจัดนิทรรศการในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ และการพัฒนากี่ทอผ้าขนาดเล็กเพื่อนำวัฒนธรรมเข้าสู่ห้องเรียนของเยาวชน ซึ่งได้รับคำชื่นชมจาก โยร์ก ไฮน์ริช จากสมาพันธ์เครื่องจักรกลสวิสเป็นอย่างมาก
นอกเหนือจากการประชุมแล้ว เมืองกูซูหรือซูโจวในชื่อโบราณ ยังได้ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติให้เดินทางท่องเที่ยวสัมผัสวิถีชีวิตริมน้ำดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเดินชมถนนสายประวัติศาสตร์ผิงเจียง ตรอกซอกซอยโบราณ สวนโอ่วหยวน สวนจัวเจิ้ง ตลอดจนเมืองน้ำโบราณอย่างโจวจวางและถงหลี่ พร้อมร่วมฟังการขับร้องผิงถานและงิ้วคุนฉฺวี่ สิ่งเหล่านี้ผสมผสานเข้ากับภาพลักษณ์การเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดอันดับสองของประเทศด้วยมูลค่าผลผลิตกว่า 4.9 ล้านล้านหยวน ปัจจุบันซูโจวจึงไม่ใช่แค่เมืองประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นเมืองสากลที่เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก วงซิมโฟนีออร์เคสตรา และคณะบัลเลต์ชั้นนำ ที่สามารถดึงดูดบุคลากรต่างชาติให้เข้ามาอยู่อาศัยมากที่สุดในจีนติดต่อกันถึง 14 ปี สะท้อนจิตวิญญาณแห่งการกล้าคิดกล้าทำของชาวซูโจวได้อย่างสมบูรณ์แบบ