การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 70 ปีของงานแคนตันแฟร์ ครั้งที่ 140 ภายในงานมีทั้งการเสวนาโดยผู้เชี่ยวชาญ การบรรยายพิเศษ และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจของจีนในตลาดต่างประเทศ ตลอดจนแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน
ส่องทิศทางธุรกิจจีนสู่ตลาดโลก
ปาสกาล ลามี อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) กล่าวผ่านวิดีโอว่า ความไว้วางใจเป็นรากฐานสำคัญของการค้าระหว่างประเทศ พร้อมยกย่องบทบาทของงานแคนตันแฟร์ตลอด 70 ปีที่ผ่านมาในการเชื่อมจีนกับตลาดโลก และสนับสนุนให้ทุกฝ่ายใช้เวทีนี้กระชับความสัมพันธ์ทางการค้าให้สมดุลและเอื้อประโยชน์ต่อกัน
ด้านเจียง เสี่ยวเจวียน อาจารย์มหาวิทยาลัยสถาบันสังคมศาสตร์แห่งชาติจีน และอดีตรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจีน บรรยายถึงโมเดลธุรกิจใหม่ในยุค AI ที่เรียกว่า “Born Global” หรือธุรกิจที่มุ่งพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อตลาดโลกตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง แตกต่างจากรูปแบบเดิมที่ต้องสร้างฐานในประเทศให้มั่นคงก่อนขยายสู่ต่างประเทศ โดยระบุว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล และศักยภาพภาคอุตสาหกรรมจีนที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันแนวโน้มนี้ พร้อมแนะนำให้ภาคธุรกิจปรับแนวคิดสู่สากล สร้างแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ ร่วมมือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน และปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ขณะที่ภาครัฐควรวางกติกาที่โปร่งใส สะดวก และคาดการณ์ได้
วิลเลียม หวง หุ้นส่วนผู้จัดการบริษัท อีวาย (EY) ประจำภูมิภาคจีนตอนใต้ กล่าวว่า ธุรกิจจีนกำลังก้าวจากการส่งออกสินค้าไปสู่การนำความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนา การบริหารห่วงโซ่อุปทาน และการดำเนินงานออกสู่ตลาดต่างประเทศ โดยงานแคนตันแฟร์เป็นเวทีที่ช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการจีนกับคู่ค้าต่างชาติ และเปิดโอกาสให้พัฒนาความร่วมมือในระยะยาว
ขณะเดียวกัน จู เล่ย รองประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดบริษัท กรี อิเล็คทริค แอพพลายแอนซ์ (Gree Electric Appliances) ถ่ายทอดประสบการณ์การเข้าร่วมงานแคนตันแฟร์ต่อเนื่อง 31 ปี โดยกล่าวถึงพัฒนาการของบริษัทจากการส่งออกสินค้าไปสู่การมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตในต่างประเทศ พร้อมยกตัวอย่างโรงงานในบราซิลที่มีแรงงานท้องถิ่นคิดเป็น 98% ของพนักงานทั้งหมด สะท้อนแนวทางการใช้บุคลากรในท้องถิ่นเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ
ขณะที่เจียง ฉง รองประธานฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศของเสียวหมี่ กรุ๊ป (Xiaomi Group) และผู้จัดการทั่วไปฝ่าย AIoT Go-to-Market (GTM) กล่าวว่า บริษัทเทคโนโลยีต้องสร้างความเชื่อมั่นในตลาดต่างประเทศมากกว่าการนำเสนอสินค้า เนื่องจากยังครอบคลุมถึงแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ระบบนิเวศของผลิตภัณฑ์ และบริการที่ต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาเทคโนโลยีให้แข็งแกร่ง การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการลงทุนเพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับตลาดท้องถิ่นจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ในมุมของผู้ซื้อจากต่างประเทศ แคน ยิลดิริม (Can Yildirim) กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของเซเวอริน (Severin) กล่าวถึงประสบการณ์การทำตลาดจีนมานานกว่า 30 ปี รวมถึงการตั้งฐานธุรกิจในเมืองเซินเจิ้น พร้อมเน้นย้ำว่า ความร่วมมือในอนาคตควรมุ่งสร้างคุณค่าร่วมกัน โดยธุรกิจจีนและต่างชาติสามารถรักษาสมดุลระหว่างการแข่งขันกับการทำงานร่วมกันได้
ด้านเหลียง ยู่เทียน รองผู้อำนวยการสถาบันนานาชาติและภูมิภาคศึกษา มหาวิทยาลัยซุนยัตเซ็น กล่าวถึงบทบาทของนิคมอุตสาหกรรมในต่างประเทศในฐานะแพลตฟอร์มที่ช่วยเชื่อมโยงการค้ากับการลงทุน โดยผู้เข้าร่วมประชุมเห็นว่า แม้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและระบบการค้าพหุภาคีเผชิญแรงกดดัน แต่การเปิดกว้างและความร่วมมือระหว่างประเทศยังคงมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโลก
ทั้งนี้ การประชุมการค้าระหว่างประเทศแม่น้ำเพิร์ลนั้นจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2564 ถือเป็นเวทีการค้าระหว่างประเทศระดับสูงงานแรกที่จัดในแคนตันแฟร์ ปีนี้เป็นพื้นที่ให้ภาครัฐ เอกชน และนักวิชาการทั้งจีนและต่างชาติได้แลกเปลี่ยนความเห็นกัน โดยคาดว่าข้อสรุปจากเวทีจะช่วยให้ธุรกิจทั่วโลกเชื่อมั่นกันมากขึ้น และเปิดโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ เพื่อให้การค้าโลกเติบโตไปด้วยกันอย่างทั่วถึง