จุดเริ่มต้นของกุนซานจูมาจากตำนานการเดินทางของบรรพบุรุษชาวเหมียวที่ต้องเผชิญกับพงหนามและเทือกเขาสูงชัน โดยกลุ่มผู้กล้าได้ใช้ร่างกายกลิ้งทับพงหนามเพื่อเปิดทางให้คนในเผ่าเดินทางผ่านไปได้ ความเสียสละดังกล่าวก่อให้เกิดการจำลองท่วงท่าการกลิ้งตัวมาพัฒนาร่วมกับระบำลู่เซิง เพื่อเป็นการระลึกถึงบรรพชนและความกล้าหาญในอดีต
ด้านความโดดเด่นของการแสดง กุนซานจูได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในศิลปะการเต้นรำที่ท้าทายที่สุด นักแสดงจะแต่งกายด้วยเสื้อนอกสีขาวปักลาย สวมหมวกขนไก่ฟ้า และเป่าเครื่องดนตรีลู่เซิงแบบ 6 ท่อ โดยความท้าทายสำคัญคือการควบคุมลมหายใจเพื่อเป่าดนตรีให้ต่อเนื่องไม่ขาดสาย ในขณะที่ต้องแสดงท่วงท่าโลดโผน ทั้งการกลิ้งหมุนตัวผ่านชามใส่น้ำ รวมถึงการต่อตัวในท่าทางที่ซับซ้อน เช่น ท่านางแอ่นบิน พีระมิดมนุษย์ และท่ามังกรพลิกกาย
ความงดงามและทักษะอันสูงส่งทำให้กุนซานจูเริ่มเป็นที่รู้จักในระดับสากลตั้งแต่ช่วงคริสต์ทศวรรษ 1990 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ระดับชาติชุดแรกของประเทศจีนในปี 2549 ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นจากความพยายามของ “หวัง จิงไฉ” ผู้สืบทอดมรดกวัฒนธรรมระดับชาติ ที่ได้นำกายกรรมมาผสมผสานกับท่ารำดั้งเดิม จนสามารถนำศิลปะท้องถิ่นขึ้นสู่เวทีระดับสากลได้ ขณะเดียวกัน โรงเรียนในพื้นที่ยังได้บรรจุวิชานี้ในหลักสูตร เพื่อส่งต่อภูมิปัญญาแก่คนรุ่นหลัง
ปัจจุบัน กุนซานจูยังคงทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความทรหดอดทนของชนเผ่าเหมียว ทุกครั้งที่การแสดงเริ่มขึ้น พร้อมเสียงลู่เซิงและท่วงท่าอันโลดโผน จึงไม่ใช่เพียงการแสดงทักษะทางกายภาพ แต่เป็นการถ่ายทอดประวัติศาสตร์นับพันปีและจิตวิญญาณของชนเผ่าเหมียวให้โลกได้รับรู้